2007/Dec/27

 
ในที่สุดก็มีเรื่องลงบลอกแล้ว เย้ๆๆๆ ดีจายยยย
 
ท้าวความก่อน เชื่อมะ ถึงเราจะบอกว่าตัวเองเรียนรู้อะไรๆจากอินเตอร์เนท และวันๆก็อ่านอะไรบนเน็ตเยอะ
แต่เราเป็นคนที่ แทบจะไม่เคยโพสลงในเวบบอร์ดไหนๆเลย
และแทบทุกครั้งก็เป็นการออกความเห็นหรือล้อเล่นเพียงสั้นๆ
ไม่มีเลยที่เป็นการจงใจอธิบายอะไรให้ใครฟังอย่างจริงจัง
 
นิสัยการเขียนบลอกก็เหมือนกัน ถึงเราจะเขียนบลอกได้มากมาย แต่เราไม่เคยมีความเป็นบลอกเกอร์
เราไม่เคยรู้สึกอยากหยิบเอาประเด็นเล็กๆน้อยๆมาเขียนเล่าให้ฟังแบบ 'เอาใจตลาด'
ช่วงเปิดบลอกใหม่ๆ แบบโคตรใหม่ ยังพอมีอยู่
แต่มันลดลงเรื่อยๆ และลดลงอย่างรวดเร็ว จนเดี๋ยวนี้แทบไม่มีแล้ว
ก็ค่อนข้างตรงกับนิสัยของเรา ที่ไม่ชอบโปรโมตตัวเอง ไม่รู้สึกว่าต้องทำอะไรให้ใครรัก
 
ย้อนกลับมาที่การออกความเห็นในกระทู้ การออกความเห็นจริงๆจังๆ ก็มักไม่ใช่สิ่งที่เราทำ
โดยเฉพาะเมื่อความเห็นนั้นๆ เป็นความเห็นที่ 'ใครๆก็คิดได้'
วันนี้จึงเป็นวันมงคล (เหรอ!) เพราะเราดันเผลอไปออกความเห็นในกระทู้กระทู้หนึ่ง
และเป็นความเห็นที่ 'ใครๆก็คิดได้' เสียด้วย
มิหนำซ้ำยังเป็นความเห็นที่ขัดกับภาพลักษณ์ 'ซ้ายไร้เดียงสา' ที่คนชอบยัดเยียดให้เราอีกต่างหาก
ก็เลยเอามาลงให้อ่านกัน
จะได้ไม่เข้าใจผิดกันไปว่า เจ้าของบลอกคนนี้คิดเป็นแต่อะไรแผลงๆ ฮ่าๆ
 
(ไม่ลงเนื้อหาส่วนอื่นของกระทู้นะ คิดว่าอ่าน คห เราแล้วคงเดากันได้ว่าเนื้อหาเป็นยังไง)
 

 
นอกเรื่องนิด คห 29 ข้อ 2 ผมขอเป็นเสียงนึงที่ยืนกรานจะใช้คำว่า 'แชท' ครับ
 
คือเข้าใจว่า การบัญญัติการเทียบเสียงภาษาอังกฤษ เป็นการบัญญัติที่มีขึ้นในระยะหลัง
และหลายครั้งการบัญญัติค่อนข้างจะเป็นไปอย่างไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไร
 
อย่างถ้าดูจากเสียงอ่านจริงๆของคำอย่าง chat, หรือ tactic
ราชบัณฑิตอาจจะกำหนดให้เป็น แชต กับ แทกติก
แต่ถ้าดูจากเสียงอ่านจริงๆ เทียบเสียงลงท้ายกับพยัญชนะในภาษาไทย
การเขียนว่า แชท และ แทคติค ย่อมใกล้เคียงความจริงมากกว่า
การบัญญัติว่าให้เขียนว่า แชต และ แทกติก จึงเป็นการบัญญัติที่ 'มั่ว' และไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
(ยอมรับเถอะครับว่าในวงสนทนาทั่วไปก็มีหลายคนด่าราชบัณฑิตว่าโง่ ไม่เว้นแม้แต่คนเจ้าระเบียบ)
 
ส่วนคำว่ามหาลัย ไม่น่าจะถึงกับผิดนัก ผมว่ามันเป็นการลดทอนเสียง
เหมือนคำหลายๆคำที่ (เขาว่ากันว่า) เกิดจากการลดทอนเสียงมาในอดีต
อย่าง ตรวจ > ตำรวจ ยังไง > อย่างไร
คำเหล่านี้ใช้กันติดปากเป็นธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติของภาษา
และไม่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น 'การแผลงเสียงเรื่อยเปื่อย' เหมือนศัพท์แชทหลายๆคำ
ผมมองว่าเราน่าจะยอมรับมันในฐานะคำใหม่ได้แล้ว
การยอมรับคำใหม่ ก็ไม่ได้แปลว่าคำเดิมจะหายไป อย่างคำว่า 'ยังไง' กับ 'อย่างไร'
ในภาษาเขียน แม้เราจะใช้คำว่า 'ยังไง' ได้บ้าง
คำว่า 'อย่างไร' ก็ยังไม่ได้สูญหายไป โดยเฉพาะเมื่อต้องการเน้นความเป็นทางการ หรือสร้างความขลังและพลังบางอย่างในประโยค
เช่นกันกับคำว่า 'มหาลัย' และ 'มหาวิทยาลัย' คำแรกอาจจะใช้กันเป็นปกติทั่วไป แต่คำหลังก็ใช้อยู่ในกรณีที่ต้องการยกระดับของคำพูด
 
ส่วนไอ้ 'คะ' กับ 'ค่ะ' เนี่ย ไม่เข้าใจคนที่ใช้ผิดเหมือนกัน ผมเป็นผู้ชายยังรู้เลย...
เชื่อมั้ย ครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นเพื่อนร่วมรุ่นผมใช้ผิดกัน คือตอนที่ผมยังอยู่ประถม
แปลว่าคนที่ใช้ผิดเป็นกิจวัตรนี่ระดับสมองเท่าเด็กประถมรึเปล่า....
 
ประเด็นหลักของกระทู้ ไอ้การใช้ภาษาแชทในเวบบอร์ด ผมมองว่ามันยังไม่ใช่วิกฤตอะไรนะ
บางครั้งภาษาแชทมันก็สื่ออะไรบางอย่าง ที่ภาษาทางการให้ไม่ได้
(แน่นอนมันไม่ได้ 'เวอร์' อย่างที่ จขกท พยายามยกมา)
สุดท้ายมันก็ย้อนไปที่ กาลเทศะ อยู่ดี
ตอนนี้คนที่พยายามสร้างความแปลก สร้างความเท่ ด้วยการจงใจเขียนผิด มันก็ไม่ได้มีเยอะนัก
ถือว่าผมเป็นกลางก็แล้วกัน ที่จริง จขกท ออกมาเตือนสติกันบ้างก็ดีแล้ว
และทางนั้นก็คงมีเหตุผลของทางนั้น เหมาะสมหรือไม่ก็คงต้องว่ากันไป
 
ส่วนไอ้คำอย่าง อนุญาต สังเกต ปรากฏการณ์ กฎหมาย (ใช้ ฎ กับ ฏ คนละตัวกัน) นี่ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าไม่รู้จะแผลงเล่นไปทำไม
และคงไม่มีใครคิดจะแผลง นอกจากพวกอยากเท่ พยายามทำตัวให้ดูน่ารัก
(ใจจริงผมอยากจะบอกว่าปล่อยให้คนบางคนระบายอารมณ์บ้างเถอะ
การระบายอารมณ์ไม่ใช่เรื่องที่ผิดในตัวเอง และหลังจากที่คนเราได้ระบายอารมณ์ ก็อาจจะมีกำลังใจสู้ชีวิตต่อ)
คนที่ไม่รู้ว่าเขียนยังไงจริงๆก็คงพอมีแหละ (ผมใช้คำว่ายังไง เพราะรู้สึกว่าเหมาะสมกว่า)
ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้เตือนกันด้วยท่าทีที่เป็นมิตร มองคนถูกเตือนว่าเป็นพวกเดียวกัน ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตอีกจำพวกหนึ่ง
 
ก็คนด้วยกันทั้งนั้นน่ะครับ
 
ปล คำว่า 'เท่' นี่ ไม่มั่นใจจริงๆครับ ว่าเขียนยังไง สับสนมานานแล้ว รบกวนผู้รู้ช่วยชี้แนะ
 

 
 
 
สิ้นสุดการทำตัวเป็นคนปกติ....
 
 
 
เริ่มการพูดเรื่องที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง....
 
เคยเล่าไปในสเปซแล้วว่าเราเป็นคนหนึ่งที่ทำ Bohm dialogue เป็นประจำ
(มันคืออะไรน่ะเหรอ เสิร์ชในกูเกิลเอาเองสิจ๊ะ)
ท้าวความอีกครั้งก่อน เพราะคิดว่าหลายคนคงจำไม่ได้
 
...ดูซิ เขียนบลอกมักง่ายขนาดนี้ ใครมันจะหน้ามืดติดบลอกเราขนาดจำเรื่องที่เราเคยพูดได้
 
....
 
...อะ หาให้ก็ได้ เอาภาษาไทยแล้วกัน อันนี้ยาวไปหน่อยแต่ละเอียดดี
อยากได้สั้นกว่านี้ไปหาเอาเอง (ยังไม่วาย...)
 
วันก่อนมีคนพา 'คุณป้า' คนหนึ่งมาเข้าวง โดยไม่รู้จักไดอะล็อกมาก่อน
(ซึ่งถือว่าหายาก เพราะวงของเราเป็นนักศึกษาปริญญาโท และอาจารย์หนุ่มๆสาวๆเป็นหลัก)
ตอนแรกๆ ยังไม่ได้เปิดวงอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการสนทนาเกิดขึ้นแล้วในกลุ่ม
แถมยังเป็นเรื่องละเอียดๆอย่างเรื่องปัญหาภาคใต้อีกต่างหาก
สิ่งที่คุณป้าคนนั้นทำ ก็คือพยายามอธิบายให้พวกเราฟังว่า นี่ มันเกิดขึ้นเพราะอย่างนี้ๆนะ
แล้วดั๊นนนน มีเด็กรัฐศาสตร์อีกคนนึง ซึ่งเพิ่งเคยมาเป็นครั้งที่สอง นั่งอยู่ในวงด้วย
....กลายเป็นสภากาแฟไปจนได้
 
คุยกันไปสักพัก สมาชิกหน้าเก่าจึงมากัน จึงได้เข้าควบคุมสถานการณ์ ให้กลับเป็นไปตามท่วงทำนองแห่งไดอะล็อกได้
และป้าคนนั้นก็ได้รับการบอกกล่าวไป ว่าการมาไดอะล็อกนั้น
หลักเบื้องต้นคือการพูดคุยกันโดยไม่มีวาระ ไม่ต้องหาข้อสรุป และไม่ตัดสินกัน
มีรุ่นพี่คนหนึ่งเผลอชี้ด้วยคำที่อาจจะแรงไปนิดแต่ตรงดีว่า 'ไม่ใช่มาสอนกัน'
คือเราไม่จำเป็นต้องคิดแทนคนอื่น และไม่จำเป็นต้องสอนใคร เพราะว่าทุกคนคิดเองได้
ไดอะล็อกเป็นแค่กระบวนการในการแลกเปลี่ยนความรู้ ทุกคนพูดสิ่งที่ตนรู้ เพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนรู้ให้แก่กัน
กระบวนการเรียนรู้ย่อมเกิดกับบุคคลแต่ละคนได้เอง เมื่อใจปราศจากอคติ และคำตอบสำเร็จรูปล่วงหน้า
ไม่ต้องเสนอแนะ และไม่ต้องตอบ
ทุกคำถามที่เกิดขึ้นเป็นคำตอบในตัวอยู่แล้ว
จะว่าไปมันค่อนข้างจะคล้ายกับวิธีการของนักคิดฝรั่งเศส ที่ใช้การร้อยเรียงคำถามเป็นหลักเหมือนกัน
 
ที่พูดขึ้นมาเพราะรู้สึกว่ามันเกี่ยวกับคำตอบของเราในกระทู้นั้น
คือประหลาดใจ ไม่เข้าใจคนที่ 'ระเบี๊ยบระเบียบ' และคนที่ชอบ 'ชี้แนะ' ให้คนอื่นคิดตามที่ตัวเองคิด
และคนที่ ยอมรับคนที่ 'ไม่รักเหมือนตัวเอง' ไม่ได้
 
...จะว่าไป Bohm เขาอ้างว่า ไดอะล็อกของเขา เป็นวิถีปฏิบัติของชุมชนแบบโบราณที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่เกิน 50 คน
โดยไม่มีการพูดจาพาทีอะไรกันมากมาย ไม่มีการโต้เถียง ไม่มีการสั่งการจากหัวหน้าเผ่า
แต่ต่างคนต่างรู้หน้าที่ว่าตนต้องทำอะไรในแต่ละวัน โดยไม่ต้องมีใครมาติดตาม ตรวจสอบ
สำนึกในหน้าที่ของแต่ละคน ฝังลึกอยู่ในจิตใจของแต่ละคน
 
มันจะใช้ได้กับสังคมปัจจุบันนี้หรือเปล่าหนอ...
 
ผมคงไม่ตอบ..
เพราะผมกำลังใช้ไดอะล็อกกับคุณ!
 
 
 
ปล 1 หึหึ ใครรู้จักอีกด้านหนึ่งของเราคงเดาออกว่า 'ไม่รักเหมือนตัวเอง' ข้างบนนั่นหมายถึงอะไร
 
ปล 2 David Bohm เนี่ย แกเป็นนักฟิสิกส์
ถึงลงท้ายแล้วผมจะไม่ได้เรียนฟิสิกส์ แต่ Bohm ก็ยังเป็นนักวิทยาศาสตร์แบบที่ผม 'อยากเป็น'
 
ปล 3 ไม่ได้เขียนลง exteen มาพักหนึ่ง จนเกือบจะเลิกเขียนไปแล้ว เพราะชีวิตยุ่งๆอยู่ ซ้ำร้ายมีคนมาตามก่อกวนถึงในสเปซ ก็เลยไม่ใคร่จะมีอารมณ์เขียนอะไร นอกจากระบายอารมณ์ในเรื่องส่วนตัว และตอบโต้กับคนที่มาก่อกวนบ้าง
 
ปล 4 ที่จริงตอนนี้ ผมก็คงยังไม่ใช่บลอกเกอร์อยู่ดี เอาเป็นว่า ถ้าหากมีบลอกไหน มีคนเม้นถึง 20 คน เมื่อไหร่ ก็จะเริ่มมาอ่านความเห็น และทำตัวเป็นบลอกเกอร์ มีความสัมพันธ์กับชาวบลอกก็ละกัน (20 คนอาจจะไม่เยอะ แต่สำหรับผมแล้วเยอะ) และถ้ามันถึงจริงๆ ก็คงจะถึงเวลาแล้วที่จะยอมรับว่าบลอกตัวเองไม่ใช่แค่พื้นที่ส่วนตัว
 

Comment

Comment:

Tweet


เจ้าของ blog เรียนปรัชญาอยู่หรอคะ
#2 by zexrct (58.8.112.188) At 2008-01-05 15:35,
ดีใจอยู่สองอย่างครับ

ดีใจได้เป็นคนแรกที่เม้น

ดีใจที่เขียนบลอกได้ครับ

ให้Hot! เป็นขวัญถุงopen-mounthed smile
#1 by วิชัย... At 2007-12-27 04:02,